Profilo di A_lice-*'^'*-,._.,-*'^'*- L o ...FotoBlogElenchi Strumenti Guida

Blog


21 febbraio

แ ต ก ต่ า ง แ ต่ เ ติ ม เ ต็ ม

แปลกมั๊ย..ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลากับนาฬิกาเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ
จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย

เวลา... เดินไปข้างหน้า
นาฬิกา.. เดินอยู่ที่เก่า

เวลา.. เราไม่อาจย้อนกลับ
นาฬิกา.. เราหมุนย้อนมันได้

เวลา.. เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน
นาฬิกา.. เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ได้

เวลา.. ได้มาฟรีๆ ไม่ต้องแลกกับอะไร
นาฬิกา.. ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น

แล้วอย่างนี้ มันจะคู่กันได้ยังไง ในเมื่อมันแตกต่างกันเหลือเกิน

แต่ถามหน่อย.. ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลามั๊ย
หรือถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไร
ถึง 2 สิ่งจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว
ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ เพียงแต่จะมองเห็นมันรึป่าว?

เวลากับนาฬิกา ก็เหมือนฉันกับเขา

ฉันกับเขา.. อาจไม่มีอะไรเหมือนกัน
ฉันกับเขา.. มีความคิด และวิถีชีวิตที่ต่างกัน
ฉันกับเขา.. อาจเดินกันคนละเส้นทาง
ฉันกับเขา.. อาจมีความฝันที่ห่างไกลกัน

ฉัน.. อาจเหมือนกับเวลา ที่ชอบเดินไปข้างหน้า
หาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย โดยทิ้งหลายสิ่งไว้ข้างหลัง

เขา.. อาจเหมือนกับนาฬิกา ที่ยังเป็นแบบเดิมๆ
ใช้ชีวิตและทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในมุมเก่าๆ

ฉันอาจไม่พบกับเขาเลย ถ้าฉันยังดึงดันจะมองแต่ข้างหน้า
ฉันอาจไม่พบกับเขาเลย ถ้าฉันไม่มองไปข้างหลัง

เขายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังอยู่แบบเดิม ๆ
เขายังไม่เห็นฉัน เพราะเขายังก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเขาไป

แต่ฉันยังเฝ้ามอง เฝ้ารอ …

ความแตกต่าง อาจสร้างกำแพงบังเขาไว้
แต่ฉันยังเชื่อมั่น ว่าซักวัน สิ่งนั้นน่ะแหละ
ที่จะเชื่อมโยงใจเราเข้าหากัน

ความแตกต่าง จะเติมเต็มส่วนที่เราขาดหาย
และสุดท้าย ก็จะเหลือเพียงแค่คำว่า.. กันและกัน
เหมือนกับเวลาและนาฬิกา ที่ยังคู่กันเสมอมา และตลอดไป !!!!

01 febbraio

ความรักที่ไม่มี..สื้นสุด

หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี

ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวา อยู่เสมอ

เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิง คนหนึ่ง

มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆ จริงๆ นะ

"ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ" ภรรยาผม ว่า

"แต่ผมรักคุณนี่ ผม เถียง

"ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ ด้วยเหมือน กัน"

ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยา อยากให้ผมไปหา คือแม่ของผม เอง

ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปี แล้ว

เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูกๆ

ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่า นั้น

วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวน ท่านออกไปทานข้าวเย็น และดูหนัง แม่ถามว่า

"มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึ เปล่า?"

แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหา กลางดึก

หรือเชิญอย่างกะทันหันหมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดี เกิดขึ้น

ผมตอบแม่ว่า "ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตาม ลำพัง สองคนแม่ลูกบ้าง"

แม่นิ่งคิดไปครู่ หนึ่ง แล้วตอบว่า

" แม่ยินดีมากเลยจ้ะ "

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่ บ้าน

ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็ก น้อย

เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตได้ว่า แม่เองก็ ตื่นเต้นเหมือนกัน

แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อย แล้ว

แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการ แต่งงานครั้งสุดท้าย

พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูต สวรรค์

"แม่บอกเพื่อนๆ ว่าแม่จะออกไป เที่ยวกับลูกชาย พวกเขา ประทับใจกันใหญ่"

แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้น รถ "พวกเขารอ ฟังแทบไม่ไหวเลย"

เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา

แต่ก็ดีเยี่ยม และบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ

แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลข หนึ่ง

หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่าย อ่านเมนูอาหาร

เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆ เท่านั้น

เมื่อผมอ่าน เมนูอองเทรไปได้เพียง ครึ่ง

ผมเงยขึ้น มองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้ม ระลึกถึงความหลัง

"ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่านเมนูให้ลูกฟัง" แม่ว่า

"งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่ง ฟังสบายๆ บ้าง " ผม ตอบ

ในระหว่างมื้ออาหารนั้น

เราคุยกันอย่างถูกคอ-ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร- เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเราเป็นยังไง

ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ ทัน

เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า "แล้วแม่จะออกไป เที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอม ให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"

ผมตอบ ตกลง

"ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?" ภรรยา ถาม เมื่อผมกลับถึงบ้าน

"ดีเยี่ยมกว่า ที่ผมคิดไว้มากเลย" ผม ตอบ

ไม่กี่วันต่อ มา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย เฉียบพลัน

มันเกิดขึ้น กะทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทัน เลย

หลายวันต่อมา

ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผม กับแม่ เคยไป

มีโน้ตเล็กๆ แนบมาด้วย ว่า

"แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อย แล้ว

แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสอง คน

คือลูกกับภรรยา

ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อ แม่มาก แค่ไหน

รักลูก จ้ะ "

วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญ ของการกล่าวคำ ว่า " รัก "

ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้า ต้องการ มัน

ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของ คุณ

จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการ คุณ

เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวัน ประกันพรุ่ง ได้

บางคนบอกว่า หลังจากที่ คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลา ราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม

คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คน แล้ว

ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อ ไป

บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตาม สัญชาติญาณ

คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เก ต

บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่า เบื่อ

คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบ ขับขี่มาหมาดๆ

บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดี เอง

คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับ คู่มือการใช้และ ใบรับประกัน

บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับ ลูก

คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูก หวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี

บางคน บอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ ได้

คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้าน เลข

บางคน บอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคน แรก

คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอน เลี้ยงและตอนคลอด

คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้น รถเมล์ไปโรงเรียนอนุบาล วันแรก

หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร

บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือ มัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไหว

คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ้กกี้ให้กับเหล่า ยุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอด เวลา

บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่ง งานออกเรือนไป

คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงาน คือการนำลูกชายหรือลูก สาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่

บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลง เมื่อลูกคนสุด ท้ายออกจากบ้านไป

คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือ หลานย่า

บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้ว ว่าคุณรักท่าน เพราะ งั้นไม่ต้องบอกท่านก็ ได้

คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน